
ภาพจาก http://hilight.kapook.com/view/26026
ได้มีโอกาสไปดูศึกผาแดงของ John Woo มาเมื่อเสาร์อาทิตย์ที่ผ่านมาหลังจากจดๆ จ้องๆ มานาน ก็ได้มีโอกาสสมใจอยาก ส่วนตัวผมนั้นชอบอ่านวรรณกรรมเรื่องสามก๊กมาก และก็บ่อยครั้งที่อ่านจนลืมตัวไปบางทีนั่งอ่านทั้งคืนและมารู้สึกตัวอีกทีก็ตอนเช้าซ๊ะแล้ว ความที่ตัวละครของสามก๊กเยอะมากจนบางครั้งจำไม่ได้ว่าใครเป็นใครจนต้องอ่านซ้ำไปซ้ำมาหลายๆ รอบ แต่ก็ต้องยอมรับว่าผมยังจำได้ไม่ครบไม่ได้อยู่ดี เพราะเนื่องจากตัวละครมันเยอะมาก หากมีคนบอกว่าถ้าใครซั๊กคนอ่านสามก๊กจบเกินสามรอบนั้นคบไม่ได้ เดี๋ยวนี้ผมขอเปลี่ยนใหม่ว่าถ้าเดี๋ยวนี้ใครไม่่เคยอ่านสามก๊กแม้แต่นิดเดียวอย่าไปเสียเวลาคบเลย เพราะจะยิ่งทำให้ท่านเสียเวลามากกว่า เป็นที่น่าตกใจที่ประชากรในบางประเทศที่อ่านหนังสือเฉลี่ยปีล๊ะ 2 บรรทัด (แล้วจะเอาอะไรกินกันเข้าไป) ความลึกซึ้งของสามก๊กที่ยิ่งอ่านก็ยิ่งลึกและแนวความคิดของตัวละครแต่ล๊ะตัวรวมทั้งแนวความคิดภาพใหญ่ นั้นสามารถที่จะยกระดับชั้นของบทประพันธ์ชุดนี้ให้เป็นระดับมหากาพย์ได้ ความครบทุกรสชาติไม่ว่าจะเป็นความลึกซึ้งของตัวละคร, พิชัยสงคราม, ศาสตร์การปกครอง กลยุทธ ความเห็นแก่ตัว และอื่นๆ อีกมากมาย ที่หลอกว้านจงสามารถเขียนบรรยายไว้ได้เข้าขั้นสุดยอดยิ่งการวรรณกรรมเรื่องใดๆ ผมก็อาจจะมีข้อตินิดหน่อยที่หลอกว้านจงนั้นอาจจะมีอคติและ bias ต่อผู้หนึ่งผู้ใดในเรื่องนี้เกินไป เช่นเล่าปี่ก็ดีมากเกิน โจโฉนั้นก็ชั่วร้าย เพราะตัวละครแต่ล๊ะตัวนั้นไม่ได้มีมุมมองอยู่ที่มิติใดมิติหนึ่ง สำหรับผมนั้นสามก๊กจากต้นจนจบผู้อ่านไม่มีทางที่จะสรุปได้ว่าใครดีและใครไม่ดีเพราะรูปแบบของชีวิตของตัวละครนั้นจะเหมาะสมกันตามแต่ล๊ะช่วงเวลา เราไม่สามารถจะบอกได้ว่ากวนอูดีมาก จูล่งสุภาพและกล้าหาญมาก โดยคุณสมบัติเพียงแค่นี้ก็เป็นคุณสมบัติของคนดีที่หนึ่งแล้วยิ่งเป็นไปไม่ได้เข้าไปอีก เพราะเมื่อเวลาผ่านมาหลายปีเราได้เรียนรู้ว่าการเป็นคนดีนั้นจะต้องมีองค์ประกอบมากกว่าที่ผมได้กล่าวมาในขั้นต้น ผมเขียนเรื่องนี้จากความจำส่วนตัวทั้งสิ้นไม่ได้ทำการเปิดสามก๊กฉบับใดๆ เป็นที่อ้างอิงแนวคิดของผมเลยเพราะผมกลัวว่าจะถูกกลืนแนวความคิดจากผู้แปลท่านอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นท่านจาคอบ หรือเจ้าพระยาคลัง (หน)
ก่อนที่จะไปกันที่ศึกผาแดง ผมขออนุญาติพาทุกๆ ท่านย้อนกลับมาถึงพื้นฐานสำคัญของเรื่องสามก๊กก่อนว่ามีที่มาเป็นอย่างไรเผื่อว่ามีใครหลงเข้ามาอ่านแล้วจะได้มีความเข้าใจและสามารถนำข้อมูลเหล่านี้ไปใช้ประโยชน์ได้ สามก๊กหรือ ซานกว๋อนั้นประกอบไปด้วย ดินแดนจีนที่แบ่งอาณาเขตออกเป็นสามส่วนคือ
จ๊กก๊ก (ภาคกลาง + ใต้), วุ่ยก๊ก (อาณาจักรทางตอนเหนือมีฮ่องเต้ประทับอยู่) และ ง่อก๊ก (ตอนใต้ลุ่มแม่น้ำแยงซีเกียง) โดยจ๊กก๊กนั้นนำโดยเล่าปี่ผู้ที่อ้างตนเองว่าเป็นเชื้อสายราชวงค์ฮั่นสืบเชื่อสายมาจากพระเจ้าฮั่นโกโจปฐมกษัตริย์ของราชวงศ์ดังกล่าว มีศักดิ์และสิทธิเป็นพระเจ้าอาของพระเจ้าเหี้ยนเต้ (ไม่แน่ใจน๊ะคับว่าเหี้ยนเต้หรือเลนเต้ถ้าใครรู้ก็ช่วยยืนยันด้วยล๊ะกัน) พื้นฐานของเล่าปี่ นั้นเป็นเชื้อพระวงศ์ตกอับยากจนต้องทอเสื่อและรองเท้าฟางขายไปวันๆ จนกระทั่งมาพบเพื่อน พี่น้องและ ทหารที่รู้ใจจนในที่สุดกลายเป็นพิธีสาบานที่เลื่องลือที่สุดในประวัติศาสตร์ของประเทศจีนนั่นก็คือการสาบานเป็นพี่น้องกันใต้สวนดอกท้อของสามพี่น้องเล่าปี่, เตียวหุยและกวนอู ที่ทั้งสามเชื่อว่าถึงแม้ไม่ได้เกิดวันเดียวกัน แต่ก็จะขอตายวันเดียวกัน มีสุขร่วมเสพและมีทุกข์ร่วมต้าน จากที่มาตรงนี้ทำให้กลุ่มของเล่าปี่นั้นสามารถเติบใหญ่ในสายการปกครองและในที่สุดก็ได้กลายเป็นผู้นำสูงสุดของจ๊กก๊กโดยสมบูรณ์แบบเมื่อได้จิ๊กซอร์ชิ้นสุดท้ายซึ่งนั่นก็คือยอดกุนซือมังกรหลับอย่างขงเบ้งเข้ามาร่วมรบ จากนี้เองกองกำลังของเล่าปี่ก็กลายเป็นกลุ่มที่ถูกจับตามองมากที่สุดเนื่องจากคุณภาพของทหารเอก, กุนซือและฐานะเชื้อพระวงค์ของราชวงค์ฮั่น จนทำให้มหาอุปราชอย่างโจโฉต้องเร่งมือในการทำลายกลุ่มของเล่าปีให้หายไปจากประวัติศาสตร์ของจีนไม่อย่างนั้นกลุ่มนี้อาจจะมีความสามารถในการสั่นคลอนความมั่นคงทางการเมืองของตน บทความตอนนี้ผมจะไม่เล่าถึงหนทางที่เล่าปี่สถาปณาตัวเองเป็นท่านอ๋องพร้อมกับจัดตั้งกองกำลังและประกาศเขตแดนของจ๊กก๊กขึ้นมา บทบาทของเล่าปี่นั้นเดี๋ยวจะค่อยๆ เขียนให้เข้าใจพร้อมกับขออนุญาติสอดแทรกแนวความคิดของผมเข้ามาเป็นระยะๆ
ทีนี้ขอเล่าถึงโจโฉบ้างท่านมหาอุปราชผู้ที่มีความเชื่อว่าตนเองจงรักภักดีต่อฮ่องเต้อย่างที่สุดและเป็นเสมือนผู้นำผู้กุมอำนาจสูงสุดของวุ่ยก๊ก แต่ดูจากการกระทำในภาพยนตร์แล้วโจโฉทำในสิ่งที่ตรงกันข้ามกับภาพที่ตัวเองพยามจะให้เป็นอยู่ตลอด (ผมดูยังไม่ก็ไม่รู้สึกว่าโจโฉจงรักภักดี) โจโฉเริ่มต้นอาชีพทางการทหารจากการเป็นองค์รักษ์ประจำวันแล้วค่อยๆ ไต่เต้าจนขึ้นมาจนกลายเป็นตำแหน่งที่เกือบเทียบเท่าฮ่องเต้ นั่นคือตำแหน่งมหาอุปราชของราชวงศ์ฮั่น (สมัยนี้ก็คงจะเป็นนายกรัฐมนตรี) ส่วนความเป็นมาเป็นมาจะเป็นอย่างไรนั้นผมไม่ขอเล่าเพราะเชื่อว่าหลายท่านที่เข้ามาอ่านบทความฉบับบนี้ก็คงจะได้เคยอ่านสามก๊กมาบ้าง และผมก็เชื่อจริงๆ น๊ะครับว่าหลายๆ คนก็คงจะอดชื่นชมในความอหังการของโจโฉผู้นี้มิได้ โจโฉในหนังเรื่องนี้ส่วนตัวผมนั้นชอบมากๆ ภาพหนุ่มใหญ่วัยกลางคนกับสัดส่วนที่ดูกระฉับกระเฉงไม่ลงพุงท่าทางอวดดีมั่นใจในตนเองและมักมากในกามผิดกับเล่าปี่ในภาพที่สะท้อนออกมาที่ดูๆ แล้วไม่มีความเป็นผู้นำและผมก็อดที่จะแอบสมเพชเล็กๆ กับก๊กที่มีผู้นำเช่นนี้
ส่วนทางซุนกวนผู้นำสูงสุดของง่อก๊กในภาพยนต์นั้นเลือกตัวละครได้ดีเหมาะกับภาพของน้องชายคนรองที่รับแผ่นดินต่อจากพ่อแล๊ะพี่ชาย จริงๆ แล้วผมชอบซุนเซ็ก (พี่ชายซุนกวน) มากกว่าซุนกวนไม่ว่าจากการตัดสินใจหรือการซื้อใจนายทหารระดับสูง (ลองไปหาอ่านได้จากตอนกงซุนจ้านสวามิภักดิ) รับรองว่าอ่านแล้วจะเกิดความประทับใจในมิตรภาพและความซื่อสัตย์ของคำพูดที่ออกมาจากลูกผู้ชายชาตินักรบ ซุนกวนในเรื่อง ชายหนุ่มอายุน่าจะซัก 25-26 ปีไม่เคยออกสงครามแต่ในหนังสะท้อนได้เลยว่าซุนกวนเป็นพวกเชื้อไม่ทิ้งแถวที่ไม่น้อยหน้ากว่าพี่ชายและพ่อเลย แน่นอนว่าลูกเสือจะต้องเป็นเสือ สง่างามกล้าหาญและมีรสนิยม บวกกับชัยภูมิที่พ่อและพี่ทำไว้ให้ ซุนกวนและง่อก๊กก็นับเป็นก๊กที่เข้มแข็งก๊กหนึ่งที่เดียว
เอาล่ะทีนี้เรากลับมาที่หนังเรื่อง Red Cliff กันบ้าง Red Cliff นั้นแปลได้ตรงตัวเลยคือผาแดง หรือศึกผาแดงลุ่มแม่น้ำแยงซีเกียงตอนใต้ ที่ๆ โจโฉ ฝันไว้ว่าอยากจะสลักบทกวีของตนเองไว้ที่หน้าผาอันสูงตระหง่านปากทางของง่อก๊ก หนังเรื่องนี้เริ่มมาจากที่เล่าปี่และพรรคได้ทราบข่าวว่าท่านมหาอุปราชจะทำการกีฑาทัพปรากบฎทางให้ซึ่งนั่นก็หมายถึงก๊กของตนและซุนกวน ซึ่งในตอนนั้นความสัมพันธ์ของทั้งกังตั๊งและจ๊กก็ไม่ได้ดีมากอะไรเลยตั้งส่งเอกอัครราชทูตไปเจรจา เพื่อร่วมรบและป้องกันดินแดนของตน โจโฉยกกำลังมาในครั้งนีั้ไม่ใช่น้อยๆ น๊ะครับ กำลังพลหนึ่งล้านคน มหึมาขนาดไหนก็ลองนั่งคิดๆ ดูว่าสนามศุภชลาสัยนั้นจุคนได้แค่สองหมื่นกว่าคน
เอาซิครับ ลุ่มน้ำแยงซีตอนใต้หลังจากเงียบสงบมานานขณะนี้กำลังมีศึกใหญ่มาเยือน ตอนนั้นถึงแม้ว่าซุนกวนจะเป็นผู้นำสูงสุดแต่กำลังทหารกลับตกอยู่ภายใต้การบัญชาการของแม่ทัพหนุ่มรูปหล่อมาดสุขุมลุ่มลึกชื่อจิวยี่ (โจเย่) และจิวยี่นี่เองเป็นที่มาของบทความที่ผมกำลังจะเขียนขึ้น
ผมไม่ได้มีประวัติของจิวยี่อยู่ในมือก็เลยแนะนำว่าให้ไปหาอ่านเอาเองในหนังสือสามก๊กทั่วไปซึ่งผมว่าหาไม่ยากและน่าจะถูกต้องกว่าข้อมูลของผมสำหรับมุมมองของผมแล้วจิวยี่เป็นแม่ทัพหนุ่มรูปหล่อที่มีอายุเพียงแค่ 20 กว่าๆ ผ่านแผ่นดินมา 3 แผ่นดินนับเป็นแม่ทัพที่มีบทบาทและอิทธิพลต่อกังตั๋งเป็นอย่างยิ่ง จิวยี่ถ้าเป็นคนโฉดทั่วไปคงจะสถาปนาตัวเองเป็นท่านอ๋องไปแล้วจากตำแหน่งและบทบาทของตัวเองในช่วงต่อบัลลังก์ของซุนเซ็กสู่ซุนกวน ในตอนนั้นซุนกวนก็ยังเด็กอยู่ไม่ประสีประสาอะไรกับการรบจะยึดอำนาจเมื่อไหร่ก็ไม่น่าเหนือบ่ากว่าแรง ทำมัยจิวยี่ไม่ทำ คำตอบสำหรับผมนั้นผมก็คงขอเดาว่าเป็นเรื่องของคุณธรรมในใจและความรู้จักพอของจิวยี่เหล่าเองนี้คงจะเป็นตัวบอกได้หลายๆ ความหมายว่า จิวยี่นั้นเป็นคนอย่างไรการแยกแยะผิดชอบชั่วดีอะไรถูกและอะไรผิด ตลอดระยะเวลารับราชการของจิวยี่นั้นจิวยี่เป็นคนตรงไปตรงมาไม่มีนอกไม่มีใน ทั้งหมดที่ทำนั้นเป็นผลประโยชน์โดยตรงกับกังตั๋งทั้งสิ้นนั่นเป็นที่มาว่าทำมัยกังตั๊งถึงอุดมสมบูรณ์และร่ำรวยมากกว่าก๊กอื่นๆ จิวยี่มีบทลงโทษคนที่ทำผิดและให้รางวัลกับคนที่ทำถูกอย่างสมน้ำสมเนื้อ ผมชอบมากที่ในหนังมีลุงแก่คนนึงมาบอกว่าวัวแกหายไปและมีคนเห็นว่าพวกทหารเป็นคนเอาไป จิวยี่กลับสั่งให้ทหารของตนวิ่งลงโคลนเพื่อเป็นการซื้อใจลูกน้อง เพราะเมื่อทุกคนรองเท้าเปื้อนโคลนก็จะไม่สามารถจับได้แล้วว่าใครไปลุยท้องนามา จิวยี่ไม่เพียงแต่ไม่ลงโทษคนทำผิดแต่กลับทำให้คนทั้งกองร้อยเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันด้วยความศรัทธาในอุดมการณ์ที่จะปกป้องแผ่นดินเกิด หนังทำออกมาได้ดีมากเมื่องทหารทุกคนทั้งกองร้อยคุกเข่าขอโทษลุงแก่เจ้าของวัว ฉากนี้สำหรับผมสง่างามมากจริงๆ กับความเป็นจิวยี่แม่ทัพผู้ยิ่งใหญ่และค้ำจุนกังตั๋งมาสามชั่วอายุคนนอกจากนี้ยังมีฉากี่จิวยี่ลงสนามรบด้วยตัวเองมีแม่ทัพใหญ่จำนวนไม่มากนักที่เก่งกาจทั้งบู๊และบุ๋นในเวลาเดียวกัน ที่ผมชอบมากๆ ก็คือฉากที่จิวยี่ยอมรับธนูแทนจูล่งในสนามรถผมเชื่อว่าคนใจนักเลงอย่างจิวยี่แล้วถ้าได้อยู่ฝั่งเดียวกันจิวยี่จะต่อสู้อย่างสุดใจเพื่ออุดมการณ์และมิตรภาพ มองไปมามองมารอบตัวเราสมัยนี้ยังมีอยู่รึเปล่าหรือว่าเป็นแค่ลมปากที่พูดออกมาให้ตัวเองดูดีแต่การกระทำนั้นสุดที่จะขัดแย้งกัน
ที่ชอบมากๆ ก็คือมุมมองความคิดของจิวยี่ตอนที่ขงเบ้งถามว่าท่านมีความคิดอย่างไร กับข้าศึกที่มีจำนวนมากมายมหาศาลระดับ 1,000,000 นาย ในขณะที่จำนวนทหารของจ๊กและง่อรวมกันได้แค่ 30,000 นายเท่านั้น คำตอบของจิวยี่ก็คือ พวกนั้นมาจากทางเหนือไม่คุ้นเคยภูมิประเทศ ที่สำคัญจำนวนไม่ใช่ประเด็นที่วุ่ยก๊กจะได้เปรียบเพราะว่าทหารส่วนมากเป็นเชลยที่ถูกเกณฑ์มาไม่มีหรอกความจงรักภักดีและอุดมการณ์ ดังนั้นทหารแค่ 30,000 จึงมีความสามารถที่จะสยบทหาร 1,000,000 นายได้ สุดยอดมากคับสำหรับผมที่จิวยี่มองฉากนี้ออก สิ่งที่จิวยี่ได้วิเคราห์ออกมานั้นใช้ได้กับทุกยุคทุกสมัย ยิ่งสมัยนี้มีคนหลายคนชอบใช้คำว่า unity บ้าง, เพื่อความเป็นหนึ่งบ้าง โดยที่ไม่มีความเข้าใจเลยว่าความเป็นหนึ่งนั้นคืออะไร แลกมาด้วยอะไร ชอบที่จะเน้นปริมาณกับจำนวนคนหมู่มากเก็บกวาดมาหมดไม่ว่าเป็นชนชั้นไหนขอให้มารวมตัวกันก็เรียกว่าพรรคพวกของตัวแล้ว เรื่องนี้ดูแล้วก็คล้ายๆ กับ ฮั่วหยวนเจี่ยจาก Fearless ถ้าได้มีโอกาสดูคงจำได้ว่าขณะที่ฮั่วหยวนเจี่ยขึ้นสู่จุดสูงสุดในฐานะครูมวย ก็จะมีพวกกระเลวกระราดขอสมัครเข้ามาเป็นพวกโดยที่สำหรับอาจารย์ฮั่วแล้ว ฝั่งไหนพวกไหน อาจารย์ฮั่วก็รับหมด หมูหมากาไก่ อะไรก็ได้ขอแค่มีสองขาสองแขนกับหนึ่งหัว เมื่อคุณภาพไม่มีแล้วองค์กรจะขับเคลื่อนอย่างไร
กลับมาที่ศึกผาแดงที่ John Woo พยามสื่อว่าสงครามครั้งนี้โจโฉก่อเพื่อ “นาง” เพียงคนเดียว เรียนรู้ได้เยอะเลยว่าอำนาจนั้นไม่เข้าใครออกใครโจโฉรู้จักอำนาจเลยใช้ได้นานแต่คนส่วนมากรอบๆ ตัวเรานั้นส่วนมากจะคล้ายๆ กับพวกอ้วนเสี้ยวกับอ้วนสุด (เป็นอย่างไรนั้นก็ไปหาอ่านดูบอกใบ้ให้ว่าดีแต่ปากและชอบประจบสอพลอ)
เลยเถิดไปไกลเกินไปแล้วแต่ถ้าสิ่งที่เขียนๆ มา กลับมาที่ศึกผาแดงดีกว่า ประสพการณ์ของจิวยี่นั้นทำให้เกิดความมั่นใจว่าทัพ 30,000 นายน่าจะมีความาสามารถที่จะสยบและเอาชัยชนะจากทัพ 1,000,000 นายได้ (มีพวกมากที่ปราศจากแนวคิดและอุดมการณ์ถือว่าเป็นทุกข์ลาภ)
ภาพยนต์เรื่องนี้นั้นสุดยอดมากถ้ามีโอกาสได้ไปดู แต่ต้องบอกก่อนว่า Red Cliff นี้มีภาคต่อน๊ะครับเพราะเวลา 2 ชั่วโมงกว่าไม่น่าจะพอ ยิ่งตอนขงเบ้งเรียกลมกับเผาทัพโจโฉแล้ว รับรองว่าพลาดไม่ได้ (เลยต้องกลายเป็นภาค 2 ไป) เอาจริงๆ ว่าไปดูเหลียงเฉาเว่ยก็ถือว่าคุ้มมากแล้ว เฮียเหลียงเรายิ่งมายิ่งสุดยอดเสมือนขิงยิ่งแก่ยิ่งเผ็ดคับ โดยเฉพาะฉากที่ จิวยี่มองเล่าปี่นั่งสานรองเท้าแล้ว ไม่ต้องมีคำบรรยายจริง
No comments:
Post a Comment